Ledger No. 01 — Value Investing Field Notes

กรอบการประเมินธุรกิจ
แบบ Warren Buffett

บันทึกภาคสนามของนักลงทุนสายคุณค่า ว่าด้วยการหาป้อมปราการทางธุรกิจ คัดกรองด้วยตัวเลข และตีมูลค่าที่แท้จริงก่อนตัดสินใจซื้อ

หลักการ5
เกณฑ์คัดกรอง6 ข้อ
วิธีตีมูลค่า2 แบบ
ตัวอย่างคำนวณ3 ชุด
01หลักการตั้งต้น

กฎข้อ 1 — ห้ามขาดทุน

ความหมายคือ อะไรที่ทำให้เราขาดทุน เราจะไม่ทำ — เหมือนคำถามที่ว่า "ทำยังไงถึงจะสำเร็จ" คำตอบคือต้องรู้ก่อนว่า "ทำยังไงถึงล้มเหลว"

การลงทุนคือการรอ และซื้อในช่วงที่ตลาดให้ราคาไม่สะท้อนมาจากกำไรจริง เช่น ช่วง panic, event เฉพาะกิจ หรือ bearish market ที่กำไรบริษัทไม่ได้ตกตามราคาหุ้น หรือดูจาก P/E ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตัวเอง (P/E band) อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อควรจำ — การรอ ไม่ใช่การอยู่เฉยๆ แต่คือรอด้วยการพัฒนาตัวเองและติดตามธุรกิจอยู่ตลอด (focus)
02คุณภาพธุรกิจ

การค้นหาธุรกิจจากป้อมปราการ (MOAT)

ก่อนดูตัวเลข ต้องหาก่อนว่าธุรกิจนี้มี "กำแพง" อะไรกันคู่แข่งไม่ให้แย่งลูกค้าไปได้ง่ายๆ

Network

Social Network

จำนวนคนพร้อมเข้ามาช่วยสร้าง engagement เข้ามาแล้วออกยาก

Data

ข้อมูล

นำข้อมูลมาช่วยให้ผู้บริโภคสะดวกขึ้น จนยอมแชร์ข้อมูลให้ต่อเนื่อง

Cost

ความได้เปรียบด้านต้นทุน

ผลิตหรือให้บริการได้ถูกกว่าคู่แข่งอย่างยั่งยืน

Switching

ต้นทุนการเปลี่ยนเจ้า

ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่นได้ยากหรือมีต้นทุนสูง

Intangible

สินทรัพย์ไม่มีตัวตน

สิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา หรือแบรนด์ (brand)

Product

ความแตกต่างของสินค้า

สินค้าที่ลูกค้ารู้สึกว่าทดแทนกันไม่ได้

5 คำถามหลัก ก่อนเลือกธุรกิจ

Q1ธุรกิจนั้นส่งมอบสินค้าหรือคุณค่าใดให้กับลูกค้า
Q2มีคนอื่นส่งมอบคุณค่านั้นด้วยหรือไม่
Q3ฉันเลือกที่จะรับคุณค่านั้นจากที่อื่นแทน ได้หรือไม่
Q4ทำไมเราถึงเลือกรับคุณค่านั้นจากที่นี่ แทนที่จะเป็นที่อื่น
Q5เหตุผลในข้อ 4 ยั่งยืนในระยะยาวหรือไม่
03การประเมินธุรกิจ

เกณฑ์คัดกรองธุรกิจด้วยตัวเลข

ต้องผ่านความได้เปรียบทางการแข่งขันก่อน แล้วจึงเช็คสุขภาพการเงินด้วยเกณฑ์เหล่านี้:

เช็คสุดท้าย — ธุรกิจต้องมีอำนาจต่อรองราคา หากขึ้นราคาได้โดยไม่เสียลูกค้าให้คู่แข่ง แสดงว่าเป็นธุรกิจคุณภาพสูงมาก
04ถูกหรือแพง

วิธีคิดว่าหุ้นถูกหรือแพง

ดูจาก EPS และ P/E เป็นหลัก โดยกลับด้าน P/E เพื่อดูผลตอบแทนต่อเงินลงทุนทุก 100 บาท

Earnings Yield = 1 / P/E × 100

ยิ่งราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับกำไร กำไรต่อเงินลงทุนก็ยิ่งลดลง — ตัวเลขนี้ใช้เทียบกับพันธบัตรหรือทางเลือกลงทุนอื่นได้ตรงไปตรงมา

Method A

Growth-based (คาดการณ์ 10 ปี)

  1. หาอัตราเติบโตสะสมต่อปี (CAGR) ของ EPS
  2. ประเมิน EPS ล่วงหน้า 10 ปี
  3. ประเมินราคาหุ้นในอีก 10 ปี (× P/E เฉลี่ย)
  4. คิดลดกลับเป็นราคาปัจจุบันตามผลตอบแทนที่ต้องการ
  5. หัก Margin of Safety เพิ่มอีกชั้น
Method B

Perpetuity (Owner Earnings)

  1. คำนวณ Owner Earnings ต่อหุ้น
  2. เลือก Long-term Yield ที่ต้องการ (เช่น พันธบัตรระยะยาว)
  3. Intrinsic Value = Owner Earnings ÷ Long-term Yield
  4. เทียบกับราคาตลาด — ถ้าต่ำกว่า = มี Margin of Safety
05ตัวอย่างคำนวณ A

ประเมินราคาหุ้นล่วงหน้า 10 ปี

สมมุติผ่านเกณฑ์คัดกรองธุรกิจมาแล้วทั้งหมด (EPS โตทุกปี, FCF เป็นบวกเกิน 5/10 ปี)

Worked Example — 10-Year Intrinsic ValueLedger A
EPS อดีต (2015)0.88
EPS ปัจจุบัน (2025)2.98
จำนวนปี9
อัตราเติบโตสะสมต่อปี (CAGR)14.51%
EPS ปัจจุบัน × (1+g)^102.98 × (1.1451)^10
EPS คาดการณ์ อีก 10 ปีข้างหน้า11.55
P/E เฉลี่ยของบริษัท×19
ราคาหุ้นคาดการณ์ ปีที่ 10 = EPS ปีที่ 10 × P/E เฉลี่ย11.55 × 19
ราคาหุ้นคาดการณ์ ปีที่ 10219.45
ราคาเป้าหมายวันนี้ = ราคาปีที่ 10 ÷ (1+ผลตอบแทนคาดหวัง)^จำนวนปี219.45 ÷ (1.20)^10
ราคาหุ้นเป้าหมายวันนี้35.44
หัก Margin of Safety 15%15%
ราคาที่สนใจซื้อจริง30.12

ความหมาย: หากซื้อได้ที่ 35.44 บาท และถือ 10 ปีจนราคาไปแตะ 219.45 บาทตามคาด จะได้ผลตอบแทนทบต้น 20% ต่อปี — ส่วน Margin of Safety เป็นตัวเลขอ้างอิงตามสถานการณ์ตลาด ไม่ใช่สูตรตายตัว เพราะแม้บริษัทจะดีแค่ไหน เศรษฐกิจโดยรวมที่แย่ก็อาจทำให้ผลลัพธ์แย่กว่าที่คาดได้เสมอ

06ตัวอย่างคำนวณ B

Owner Earnings & การประเมินมูลค่าหุ้นตลอดไป

Buffett เน้นที่กระแสเงินสดอิสระ หรือ "กำไรของผู้ถือหุ้น" (Owner's Earnings) มากกว่ากำไรทางบัญชี

Owner Earnings (ต่อหุ้น) = Net Income + D&A − Capex
Intrinsic Value = Owner Earnings ÷ Long-Term Yield
Worked Example — Perpetuity ValuationLedger B
Net Income (ต่อหุ้น)+5.00
Depreciation & Amortization+2.00
Capex1.50
Owner Earnings ต่อหุ้น5.50
Long-Term Bond Yield÷4.0%
Intrinsic Value ต่อหุ้น137.50

ถ้าซื้อที่ 137.50 บาท และ Owner Earnings คงที่ที่ 5.50 บาทต่อปี จะได้ผลตอบแทน 4.0% ต่อปี (5.50 ÷ 137.50) หากราคาตลาดจริงอยู่ที่ 100 บาท ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ก็ถือว่ามี Margin of Safety ที่น่าสนใจในมุมมอง Value Investor

ทางลัด — บางครั้งอาจใช้ EV/EBITDA แทนได้ โดย Yield ≈ EBITDA ÷ EV (คือส่วนกลับของ EV/EBITDA)
07ตัวอย่างคำนวณ C

คำนวณกระแสเงินสดอิสระ (FCF) จริง

FCF = Operating Cash Flow − Net Capex — ตีความว่าการลงทุนเพิ่มเป็นค่าบวกในสูตร

FCF = Operating Cash Flow − Net Capex
ปีOperating Cash FlowNet CapexFCF
202216,13913,1273,012
202322,48613,0729,414
202410,71815,892−5,174

ปี 2023 มีหนี้น้อยกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน จึงได้ FCF เป็นบวกชัดเจน ส่วนปี 2024 ที่ติดลบ ต้องแยกให้ออกว่าเกิดจากการลงทุนขยายกิจการ (ยังโอเค) หรือจากปัญหาการดำเนินงานจริง (สัญญาณเตือน)

08ตารางบันทึกการเงิน

ตารางการเงินย้อนหลัง 5 ปี + TTM

ตัวเลขด้านล่างเป็น ตัวอย่างสมมติ (หน่วย: ล้านบาท) สำหรับสาธิตวิธีอ่านข้อมูล — แทนที่ด้วยตัวเลขจริงของบริษัทที่กำลังพิจารณา แล้วใช้คู่กับเกณฑ์คัดกรองในหมวด 03

8.1 Income Statement

รายได้และกำไรตลอดวัฏจักร 5 ปีล่าสุด + TTM (หน่วย: ล้านบาท)

รายการTTMFY1FY2FY3FY4FY5
Revenue1,7201,5801,4001,2501,1201,000
Gross Profit817743651575510450
Operating Income421379329288252220
Net Income289259224195171150
วิธีดู — Revenue ควรโตขึ้นทุกปีจาก FY5 → TTM ไม่มีปีไหนหดตัว ในตัวอย่างนี้โตจาก 1,000 → 1,720 ล้านบาท ใน 5 ปี คิดเป็น CAGR = (1,720/1,000)^(1/5) − 1 ≈ 11.5% ต่อปี — ควรเช็คว่า Net Income โตในอัตราใกล้เคียงหรือเร็วกว่า Revenue (ในตัวอย่าง Net Income โตจาก 150 → 289 คิดเป็น CAGR ≈ 14% เร็วกว่า Revenue แปลว่าธุรกิจมี operating leverage ที่ดี)

8.2 Profit Margins

อัตรากำไรแต่ละชั้น เพื่อดูว่าคุมต้นทุนได้สม่ำเสมอหรือไม่

รายการTTMFY1FY2FY3FY4FY5
Revenue1,7201,5801,4001,2501,1201,000
GPM47.5%47.0%46.5%46.0%45.5%45.0%
OPM24.5%24.0%23.5%23.0%22.5%22.0%
NPM16.8%16.4%16.0%15.6%15.3%15.0%
วิธีดู — ทั้ง GPM, OPM และ NPM ควรทรงตัวหรือขยับขึ้นทีละน้อยทุกปี (ไม่จำเป็นต้องกระโดด) แบบในตัวอย่างที่ไล่จาก FY5 → TTM อย่างสม่ำเสมอ — ถ้าเห็น margin หดตัวต่อเนื่องหลายปีติดกัน แปลว่าธุรกิจอาจกำลังเสีย pricing power หรือต้นทุนคุมไม่อยู่ ต้องกลับไปเช็ค MOAT ในหมวด 02 ว่ายังแข็งแรงอยู่หรือไม่

8.3 Cash Flow and Capital Allocation

ดูว่ากระแสเงินสดถูกจัดสรรไปทางไหน ซื้อกิจการ ซื้อหุ้นคืน หรือจ่ายปันผล (หน่วย: ล้านบาท)

รายการTTMFY1FY2FY3FY4FY5
CFO380340300265235205
CAPEX908578706560
Free Cash Flow290255222195170145
Cash Acquisition (Payments for Business Acquisitions)−50−200−500−15
Stock Repurchase (Repurchase of Common Stock)−120−100−90−75−60−50
Dividend Paid (Common Dividends Paid)−60−55−50−45−40−35
เหลือกำไรหลังจัดสรรทั้งหมด608082257045
วิธีดู — FCF (= CFO − CAPEX) ต้องเป็นบวกทุกปี แล้วเมื่อหักเงินที่จ่ายออกไปทั้งหมด (ซื้อกิจการ + ซื้อหุ้นคืน + ปันผล) บรรทัดสุดท้ายควรยังเหลือเป็นบวกเสมอ — หากปีไหนติดลบ แปลว่าบริษัทกำลังจัดสรรเงินเกินกว่าที่หาได้ (อาจต้องกู้เพิ่มหรือลดเงินสดสำรอง) ซึ่งเป็นสัญญาณให้ต้องเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเกิดจากการลงทุนพิเศษ (เช่น M&A ก้อนใหญ่ในปี FY3 ที่ทำให้กำไรคงเหลือลดลงเหลือเพียง 25) หรือเป็นปัญหาต่อเนื่อง